[SF] never again
posted on 03 Oct 2009 21:13 by gatoonfic in FICFIC
Title :: Never Again
Author :: Gatoon
Pairing :: Yunho x Yuchun (2U)
Rating :: PG-13 (Parents Strongly Cautioned)
Warning :: นิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิง ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Author ’s Note :: ทูยูเรื่องแรกในชีวิต .. . ขอฝากไว้ด้วยนะค่ะ :)
“ลูกค้าหายไปไหนหมด...ร้านเงียบเป็นบ้า” ชายร่างโปร่งที่ยืนอยู่หลังตู้โชว์เค้กบ่นออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใคร คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆทำสีหน้าตำหนิเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปเพราะที่คนร่างโปร่งบ่นมันก็คือความจริงทั้งนั้น.. .
พวกเขาเป็นพนักงานประจำของร้านเค้กแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากใจกลางเมือง ตัวร้านสีขาวมักจะดึงดูดใจให้คนที่ผ่านไปมาต้องอยากแวะเข้ามาใช้บริการเสียทุกครั้ง พนักงานที่มี่อยู่ก็เรียกแขกได้ไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นนักเรียนมัธยมปลายหรือหญิงสาวออฟฟิต รสชาติของเค้กนี่ไม่ต้องพูดถึงอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นก็เคยลงในนิตยสารชื่อดังของเกาหลีมาหลายครั้งแล้ว
ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา เพลงคลาสสิกที่เปิดก็ผสมผสานลงตัวไปกับกลิ่นหอมของแป้งขนมที่กำลังอบอยู่ด้านหลังของร้าน ผนังทั้งด้านซ้ายและขวาถูกตกแต่งด้วยรูปถ่ายหลากหลายอิริยาบถ มีทั้งภาพของคู่รักที่กำลังป้อนเค้กให้กันหรือภาพของเด็กตัวน้อยที่มีครีมเค้กเลอะมุมปากดูไร้เดียงสา ข้างๆกันนั้นก็มีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนบรรยายความรู้สึกต่างๆ รวมไปถึงใบประกาศนียบัตรสำหรับรางวัลที่เคยได้รับมา
แต่ในขณะนี้ร้านแห่งนี้กลับเงียบเหงาไร้ซึ่งลูกค้า ทำให้พนักงานประจำหลายคนแอบงีบหลับ มีเพียงพนักงานที่ยืนอยู่หลังตู้โชว์เค้กสองคนที่คอยยืนสะกิดกันไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งหลับไปซะก่อนเพราะถ้าลูกค้าเข้ามาพอดีมันดูเป็นการกระทำที่ไม่ดีไม่งามไปซักหน่อย
“อ่ะ!!!ชางมิน...น้ำชาเย็นๆแก้วนั้นของฉันใช่มั้ย ขอมันให้ฉันเถอะ ไม่ไหวแล้วอากาศร้อนเป็นบ้า”
“ของนายที่ไหน...ฉันจะเอาเข้าไปให้โอนเนอร์ต่างหาก” ชางมินพูดตอบพร้อมกับผลักประตูเข้าไปหาเจ้าของร้านที่นั่งเคลียร์บัญชีรายรับ-รายจ่ายอยู่ภายในห้องทำงาน
“คุณยุนโฮครับ...ผมเอาน้ำชาเย็นๆมาให้ครับ”
“อืมม...ขอบคุณ” ชายหนุ่มร่างสูงที่จัดอยู่ในหมวดคนหน้าตาดีกำลังง่วนอยู่กับข้าวของตรงหน้าจนไม่ได้หันมาสนใจพนักงานที่อุตส่าห์เอาน้ำชาเย็นๆมาเสิร์ฟให้เลยสักนิด กล่องไม้ขนาดกลางที่ด้านในว่างเปล่าคงเป็นเพราะพวกของด้านในถูกเทลงบนโต๊ะทำงานหมดแล้ว
“ทำอะไรครับเนี่ยโอนเนอร์ ไม่คิดบัญชีต่อแล้วหรอครับ”
“พอดีเมื่อกี้กล่องนี้มันตกลงมาจากชั้นวางของ ฉันก็เลยหยิบมันมาจัดใหม่นิดหน่อยน่ะ” ชองยุนโฮเจ้าของร้านเค้กสุดไฮโซตอบกลับโดยที่ยังไม่ได้สบตากับผู้ร่วมสนทนาแม้แต่น้อย ชางมินส่ายหน้าให้กับความตั้งอกตั้งใจของร่างสูงเล็กน้อยก่อนที่สายตาของเขาจะสะดุดตากับ...กระดิ่งลมสีแดงอันเล็ก...ที่ดูไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของคนร่างสูง
“โอนเนอร์ครับผมยืมเจ้านี้ไปแขวนหน้าร้านได้ไหม ? สีมันเด่นดีเผื่อจะเรียกลูกค้าได้บ้าง” ชางมินไม่ได้อยู่รอคำตอบแต่อย่างใด เขาคว้ามันขึ้นมาและรีบออกไปจากห้องทำงาน
“เฮ้ยยย !! น..นั้นมัน ระวังมันแตกด้วยละกันนะ !!!!!” ยุนโฮห้ามเจ้าลูกน้องตัวดีไม่ทันเลยทำได้เพียงตะโกนไล่หลังกว้างนั้นแทน สีหน้าของคนร่างสูงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันบ่งบอกถึงความกังวลที่ก่อตัว
“คิดถึงเหมือนกันแหะ”
---------------------------------------------------------------------
“นี่ทุกคนเราแขวนกระดิ่งไว้หน้าประตูดีไหม มันตัดกับประตูสีขาวของร้านเราดีนะ” เสียงของชางมินดังพอที่จะปลุกทุกคนให้หลุดออกจากภวังค์ ทั้งๆที่มันเป็นเพียงกระดิ่งธรรมดาแต่ทุกคนกลับจ้องไปที่มันอย่างไม่ละสายตาราวกับมีมนต์สะกดอะไรบางอย่าง
“เอาสิๆสีมันดึงดูดสายตาผู้คนดีนะ ร้านจะได้เลิกเงียบเหงาซักที”
เมื่อทุกคนเป็นอันตกลง ชางมินจึงผูกมันไว้กับประตูเมื่อลูกค้าเข้ามามันก็จะส่งเสียง...กริ๊ง กริ๊ง...อย่างไพเราะ พนักงานหลายคนเริ่มลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ บ้างก็เดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเพราะเชื่อว่าอีกไม่นานร้านจะต้องกลับมายุ่งเหมือนเดิม
...............
..........
แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆหลังจากที่แขวนกระดิ่งได้ไม่นาน ลูกค้าก็ทยอยเข้าร้านแทบจะไม่เหลือที่ให้เดิน พนักงานอบเค้กต้องรีบทำสินค้าไม่ได้หยุดพักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว พนักงานชงกาแฟก็โดนน้ำร้อนลวกจนชินชาไปหมดแล้ว ผ่านไปสามชั่วโมงสงครามย่อยๆที่เกิดขึ้นก็สิ้นสุดลงจนได้ เสียงหอบหายใจดังระงมไปทั่วร้าน
“ทุกคนไปพักเถอะ...เดี๋ยวหน้าร้านฉันเฝ้าเอง ถ้าลูกค้ามาจะเรียกล่ะกัน” คิมจุนซูเสนอแนวทางใหม่ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย พวกเขาพากันเดินไปพักที่ด้านหลังของร้าน ในที่สุดหน้าร้านก็เหลือเพียงเขาที่ยืนอยู่ด้านหลังตู้โชว์เค้กเท่านั้น ใบหน้าเล็กวางพักไว้บนแขนของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เหนื่อยแต่เมื่อกี้ตอนร้านยุ่งๆแจจุงก็แย่งงานเขาไปทำแทบจะทุกอย่าง ทำให้เขาได้ทำงานน้อยกว่าคนอื่นๆ
“ไม่จำเป็นเลยจริงๆน้า มาช่วยฉันทำไมกัน” พูดไปก็มุดหน้าลงไปกับแขนด้วยความเขินอาย หลายครั้งแล้วที่แจจุงชอบเสนอตัวเองมาช่วยงานเขา ทั้งที่ไม่จำเป็นก็เพราะการกระทำแบบนี้แหละทำให้หัวใจของเขามันชักจะเริ่มรับใครอีกคนมาอยู่ด้วยทุกทีไป
“บะ..บ้า...บ้าบ้า...คิดอะไรไปเรื่อยนะเรา” จุนซูตีหัวตัวเองพร้อมโยกไปโยกมาดูคล้ายกับอาการของคนที่เริ่มมีความรัก
กริ๊ง...กริ๊ง
เสียงกระดิ่งที่ประตูดึงสติของจุนซุให้กับมาสู่ปัจจุบัน เขารีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่และยิ้มรับกับลูกค้าคนใหม่ ทันทีที่สายตาปะทะกับคนตรงหน้า สติที่พึ่งกลับมาก็พร้อมที่จะหลุดลอยไปอีกครั้งหนึ่ง... .
ลูกค้าตัวบางที่มีใบหน้าหวานเกินกว่าหญิงธรรมดาทั่วไปกำลังส่งยิ้มน้อยๆให้กับเขา เส้นผมสีดำที่ดูอ่อนนุ่มราวกับเส้นไหมกำลังพริ้วไหว ผมข้างหน้าที่ปัดไปด้านซ้ายเล็กน้อยดูรับกันดีกับใบหน้าขาวเนียนที่ออกจะอมชมพูสักเล็กน้อยตามอุณหภูมิของฤดูใบไม้ร่วง ดวงตาใสเหมือนเด็กน้อยที่แฝงไปด้วยความเศร้าสะกดสายตาของจุนซูให้หยุดนิ่ง ริมฝีปากอิ่มสีชมพูดูลงตัวไปกับจมูกโด่งรั้น...ตลอดเวลาที่จุนซูไม่เคยเชื่อ แต่ตอนนี้เขาสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า นี้เป็น ‘รักแรกพบ’
“สวัสดีครับ” จุนซูรีบออกมาจากด้านหลังตู้โชว์เค้ก พร้อมกับโค้งต้อนรับลูกค้าอย่างที่ไม่เคยทำ
“จะรับอะไรดีครับ”
“ร้านนี้เป็นร้านของพี่ยุนใช่ไหมฮะ” ลูกค้าหน้าหวานไม่ตอบคำถามของจุนซู แต่เขากลับตั้งคำถามขึ้นมาใหม่ ร่างอวบขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“พี่ยุน...คุณยุนโฮหรอครับ” รอยยิ้มกว้างประดับอยู่บนใบหน้าของลูกค้าหน้าหวาน รอยยิ้มดีใจเหมือนเด็กที่เจอของเล่นชิ้นสำคัญ ทำเอาจุนซูใจสั่นตามรอยยิ้มหวานๆนั้น
“ผมอยากทานเค้กที่พี่ยุนทำ”
“ขอโทษด้วยนะครับ ช่วงนี้คุณยุนโฮไม่ค่อยได้ทำเค้กเท่าไหร่เพราะเขางานยุ่งน่ะครับ แต่ของคนอื่นก็อร่อยไม่แพ้กันเลยน้า” รอยยิ้มร่าเริงหายไปในพริบตาจนร่างอวบถึงกับแปลกใจ
“หรอฮะ” เสียงเล็กที่เปล่งออกมา น้ำเสียงเศร้ามากจนน่าใจหาย
“มีอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ ?”
“มันเป็นสัญญา...เมื่อนานมาแล้ว” เขากำลังจะเอ่ยถามออกไปว่าคุณลูกค้าคนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับโอนเนอร์ของเขา แต่ก็ถูกขัดขึ้นมาโดยคนที่จุนซูแทบจะลืมไปแล้ว
“จุนซู พูดกับใครน่ะ...ลูกค้ามาทำไมไม่เรียก” ร่างอวบหันไปตามเสียงเรียก เห็นแจจุงเดินขยี้ตาออกมาจากทางห้องครัวเขาเลยรีบตะโกนบอกให้แจจุงไปเรียกยุนโฮเนื่องจากลูกค้าต้องการพบ แต่คำตอบของแจจุงทำเอาจุนซูรู้สึกขนลุกขึ้นมาซะอย่างนั้น
“ไหนล่ะลูกค้า นายยืนคนเดียวมาตั้งนานแล้วนะ”
กริ๊งง...กริ๊ง
----------------------------------------------------------------------------------
“ฉันจะอธิบายเรื่องทั้งหมดเอง” ยุนโฮบอกกับทุกคนที่รวมตัวอยู่ในห้องทำงานของเขา หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็น จุนซูก็รีบเข้ามาหาร่างสูงผู้เป็นเจ้าของร้านพร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวพิศวงที่เขาได้เผชิญมา สีหน้าของยุนโฮไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าใดนักเหมือนกับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
“มันเป็นเรื่องสมัยที่ฉันยังเด็ก เมื่อประมาณแปดเก้าปีที่แล้วน่ะ”
..........
.....
..
“พี่ยุนโตขึ้นยูชอนจะเป็นเจ้าสาวของพี่ยุนนะ” เด็กน้อยผิวขาวหน้าตาน่ารักน่าชังพูดเสียงดังตามประสาเด็กๆใส่คนที่ถูกเรียกว่า..พี่ยุน..คนที่ตัวโตกว่าได้แต่อมยิ้มกับความไร้เดียงสาของร่างเล็กบนตัก เขาเพิ่มแรงกอดเจ้าตัวน้อยมากขึ้นโยกไปโยกมาเล่นกันจนใครที่ผ่านไปมาต้องคิดว่าสองคนนี้ต้องเป็นพี่น้องท้องเดียวกันแน่ๆ
“ยูชอนจะแต่งงานกับพี่ยุนได้ยังไง ยูชอนเป็นผู้ชายนะจ้ะลูก” มารดาของยูชอนที่เดินเอาขนมมาให้สองพี่น้องได้ยินประโยคเมื่อครู่จากปากของลูกชายสุดรักสุดหวงเข้าก็รีบพูดตัดหน้าก่อนที่ลูกชายจะเข้าใจอะไรผิดๆไปซะก่อน
“ยูชอนไม่สน พี่ยุนทำเค้กอร่อย ยูชอนชอบเค้ก ยูชอนจะแต่งงานกับพี่ยุน” แบะปากเล็กน้อยตามแบบเด็กโดนขัดใจ ผู้เป็นแม่ได้แต่ส่ายหัวไปมากับความไม่รู้ของลูกชายตัวเล็ก ยุนโฮที่อยู่ในวงสนทนาหลุดขำเล็กน้อยกับการเถียงกลับของยูชอน...เด็กเท่านั้นที่พูดได้จริงๆ ประโยคใสซื่อบริสุทธิ์แบบนี้...
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณน้า ตัวแค่นี้ผมเลี้ยงไหว” ยุนโฮรีบพูดออกมาก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะงอนแม่ของตัวเองมากไปกว่านี้ สองแขนเล็กๆโอบรอบคอพี่ชายแสนรักของตัวเองไว้ด้วยความดีใจที่พี่ชายตัวโตไม่ขัดใจความคิดของตัวเองเมื่อเห็นท่าทางของลูกชายแล้วคนที่เป็นแม่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจเท่านั้น...
“จ้ะๆยังไงน้าก็ฝากเจ้าตัวเล็กนี้ด้วยล่ะ น้าไปก่อนนะยุนโฮ..แม่ไปทำงานแล้วนะยูชอน” ประโยคหลังนางพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหอมแก้มลูกชายแสนรักที่ยังไม่มองหน้าเธอเนื่องจากความงอนที่แม่ขัดใจ พอได้ยินว่าแม่จะไปทำงานเท่านั้นละ สองแขนน้อยก็รีบปล่อยจากคอของพี่ชายสุดหวงย้ายมากอดแม่ของตัวเองทันทีหอมแก้มขาวๆทั้งซ้ายทั้งขวา
“ตั้งใจทำงานนะฮะคุณแม่” ประโยคสั้นๆแต่กลับเพิ่มแรงและกำลังให้คนที่เป็นแม่ได้มากมายมหาศาลเพราะยังงี้แหละยูชอนจึงทำให้นางไม่เคยเหนื่อยและรู้สึกท้อต่อการทำงานถึงแม้จะเลี้ยงลูกตัวคนเดียวเพราะสามีที่จากไปด้วยโรคร้ายไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่นางก็ไม่เคยรู้สึกว่ายูชอนเป็นภาระที่เหลืออยู่ ยูชอนเป็นสมบัติที่มีค่าสำหรับเธอจริงๆ
.....
..
“เอาล่ะคุณแม่ไปทำงานแล้ว เราไปร้านเค้กของพี่กันดีไหมยูชอน” จากสีหน้าเศร้าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มหวานแก้มกลมได้ไม่ยาก สิ่งเดียวที่มีอิทธิพลต่อยูชอนมาที่สุดก็คือ..เค้ก..ซึ่งยุนโฮก็รู้ดี เมื่อเจ้าตัวเล็กเหงาเขาก็จะพาไปยังร้านเค้กที่มีพ่อของเขาเป็นเจ้าของกิจการ ถึงแม้จะเป็นร้านเค้กขนาดไม่ใหญ่มากแต่กลับมีลูกค้าประจำซะเกือบทั่วเมืองเพราะความอร่อยบวกกับความดูแลเอาใจใส่ในผลิตภัณฑ์หรือความอบอุ่นที่มอบให้แก่ลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียม
“ไปฮะ..วันนี้ยูชอนอยากกินเค้กชอคโกแลต” ตอบตกลงแล้วรีบบอกเมนูสุดโปรดไปทันที ยุนโฮบีบจมูกน้อยๆนั้นด้วยความหมั่นเขี้ยว..ใครจะไปกล้าทิ้งเด็กขี้อ้อนแบบนี้กันน้า..
“ได้ครับ ยูชอนจะกินอะไรเดี๋ยวพี่ยุนจัดการให้ แต่ตอนนี้ยูชอนต้องขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อบอุ่นกว่านี้ก่อนนะ” พอร่างสูงพูดจบ ร่างเล็กก็รีบกระโดดลงจากตักกว้างก่อนจะรีบวิ่งขึ้นบันไดไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามคำสั่งของพี่ชายสุดที่รักทันที ยุนโฮอมยิ้มตามหลังเจ้าตัวเล็กไป...ที่ยูชอนต้องมีเขาคอยดูแลก็เพราะสุขภาพที่ไม่แข็งแรงปกติเหมือนเด็กทั่วไปน่ะสิ ยูชอนเป็นเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากตั้งแต่เกิดมักจะแพ้อะไรง่ายๆตากฝนนิดหน่อยก็ไข้ขึ้นสูงจนต้องนอนซมอยู่หลายวัน แม่ของยูชอนเลยต้องฝากฝังเจ้าตัวเล็กไว้กับเขาซึ่งเป็นเพื่อนข้างบ้าน ก็หวังว่าอาการของยูชอนจะดีขึ้นเรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น...
“พี่ยุน ยูชอนพร้อมแล้ว!!!!!!!”
“สวัสดีครับคุณกระต่าย” ยุนโฮพูดพร้อมกับเดินเข้าไปอุ้มยูชอนที่อยู่ในชุดกระต่ายสีชมพูที่คุณแม่เป็นคนซื้อมาให้ ชุดสัตว์ขนหนานุ่มที่เพิ่มทั้งความอบอุ่นและความน่ารักน่าเอ็นดูให้กับคนใส่เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่คนส่งยิ้มให้กับเจ้ากระต่ายตัวน้อยนี้ทุกครั้งไป
ยุนโฮพายูชอนมาที่ร้านเค้กของครอบครัวดั่งเช่นทุกวัน แขกประจำที่นั่งทานเค้กอยู่เอ่ยทักทายยูชอนบ้างก็เข้ามาเล่นด้วย ร่างเล็กเป็นที่รักของทุกคนในร้านเค้กแห่งนี้เพราะนิสัยบวกกับคำพูดคำจาที่ฟังดูน่ารักต่างกับเด็กทั่วๆไปจึงทำให้ผู้คนหลงรักเขาได้ไม่ยากเลย
“วันนี้จะกินอะไรดีละยูจัง” หญิงสูงวัยซึ่งมีศักดิ์เป็นมารดาของยุนโฮเดินเข้ามาหายูชอนที่ยืนอยู่กลางร้านท่ามกลางบรรดาแขกที่เข้ามาหยอกล้อ ร่างเล็กในชุดกระต่ายรีบวิ่งเข้าไปกระโดดกอดมารดาของยุนโฮทันที หญิงสูงวัยหัวเราะคิกคักเล็กน้อยกับท่าทางแสนออดอ้อนของยูชอน
“ยูจังอยากกินเค้กชอคโกแลตฮะคุณแม่” ที่เรียกว่าคุณแม่ก็เพราะเป็นคำสั่งโดยตรงจากเจ้าตัว นางรู้สึกรักใคร่เด็กคนนี้มากจึงไม่แปลกที่คนภายนอกจะมองว่าสองคนนี้เป็นแม่ลูกกันจริงๆเพราะความเอาใจใส่ที่นางมอบให้กับยูชอนมันดูจะมากกว่าที่ให้ยุนโฮด้วยซ้ำไป
“เอาชิ้นใหญ่หรือชิ้นเล็กดีละยูชอน” ชายแก่ที่ผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวแสดงความเป็นเจ้าของร้านนั้น เดินเข้ามาหาสองแม่ลูกที่ยืนหยอกล้อกันอยู่กลางร้าน ร่างเล็กฉีกยิ้มกว้างจนแก้มกลมดิกให้ชายแก่ทันที
“เอาชิ้นใหญ่ที่สุดในร้านเลยฮะคุณพ่อ...” ชายแก่ยื่นมาขยี้เส้นผมนุ่ม “เจ้าเล่ห์นักนะเรา โตขึ้นจะมีสาวมาจีบไหมเนี่ย” เขาพูดหยอกล้ออย่างสนิทสนม
“ยูชอนไม่สนเพราะโตขึ้นยูชอนจะแต่งงานกับพี่ยุนคนเดียว” ประโยคของร่างเล็กสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับคนที่ได้ยิน มารดาของยุนโฮอดใจไม่ไหวกับความน่ารักของคนตรงหน้าต้องก้มลงหอมแก้มนิ่มๆนั้นไปสักฟอดสองฟอดให้ชื่นใจ ยุนโฮที่ได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งที่สองของวันก็ออกอาการปลื้มอย่างเก็บไม่อยู่...
“แม่ไปทำเค้กต่อเถอะครับเดี๋ยวผมดูน้องเอง” นางส่งยูชอนคืนให้กับพี่ชายสุดรักของเขา ก่อนที่จะเดินเข้าไปจัดการเค้กที่ลูกชายคนเล็กของครอบครัวอยากกิน ตัดเค้กชอคโกแลตชิ้นใหญ่ตามที่เจ้าตัวต้องการและยกมาเสิร์ฟให้สองพี่น้องที่นั่งเล่นกันอยู่ที่โต๊ะริมสุดติดหน้าต่าง
เมื่อเค้กมาถึงพี่ชายที่แสนดีอย่างยุนโฮก็รีบป้อนให้เจ้าตัวเล็กที่อ้าปากรออยู่อย่างรู้หน้าที่ ผลัดกันป้อนไปมา บรรดาแขกๆที่นั่งอยู่ในร้านซึ่งเห็นภาพนี้เป็นปกติเช่นทุกวันยังต้องยิ้มตามไปกับภาพตรงหน้า
“พี่ยุน ยูชอนจะกินอีก ยูชอนยังไม่อิ่มมม..” เกิดเหตุจลาจลขึ้นเล็กน้อยเมื่อคนตัวโตไม่ยอมให้เจ้าตัวเล็กกินเค้กต่อไปเนื่องจากกินคนเดียวเกินครึ่งก้อนแล้วเดี๋ยวจะได้เป็นเบาหวานตามมาอีกโรค
“ไม่ได้ๆๆๆยูชอนกินมากไปแล้ว...เอ๊ะ ! แต่ว่าถ้าอยากกินก็จุ๊บปากพี่ทีนึงสิ”
...จุ๊บบ บ...
ริมฝีปากเล็กเลื่อนไปสัมผัสกับริมฝีปากหนาของคนตรงหน้าทันทีด้วยความที่เป็นเด็กและอยากกินของโปรดของตัวเองจึงทำให้ยูชอนทำแบบนั้นโดยที่ไม่คิดอะไรแต่คนที่บอกให้ทำกลับเป็นฝ่ายหน้าแดงซะเอง เขาไม่คิดว่ายูชอนจะทำจริงถึงจะเป็นแค่เด็กแต่เขาก็เขินได้นะ ยุนโฮรีบดึงร่างเล็กเข้าหาตัวตอนนี้เขาอยู่ใกล้กันจนชนิดที่ว่าอากาศจะแทรกผ่านไปยังยากเลย
“ยูชอนห้ามไปทำแบบนี้กับใครรู้รึเปล่าครับ”
“ฮะ...ยูชอนทำแต่กลับพี่ยุนแค่นั้นแหละ” คำตอบธรรมดาตามประสาเด็กๆ แต่กลับทำให้คนตัวโตต้องใจสั่นอย่างห้ามไม่อยู่...เขาตัดสินใจแล้ว เขาจะขอดูแลยูชอนตลอดไป ไม่ยกให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น...
.................
.........
..
“แล้วไงต่ออ่ะโอนเนอร์ กำลังมันส์” ชางมินที่กินป๊อปคอร์นอยู่ถามขึ้นเมื่อยุนโฮเงียบไป พนักงานที่อยู่ในนั้นก็สงสายตาอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน ยุนโฮทำสีหน้าระอากับนิสัยของลูกน้องแต่ละกัน...เรื่องเจ้านายล่ะตั้งใจฟังเชียว เจ้าพวกนี้...
“หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีฉันก็ออกมาเรียนด้านการทำขนมในกรุงโซลเนี่ยแหละ”
“อ้าว!!แล้วใครดูแลน้องยูจังของพี่ล่ะ”
“แม่ของยูชอนหรือคุณน้าก็ลาออกจากงานไปหางานใหม่ที่สามารถดูแลยูชอนขณะทำงานไปด้วย ฉันก็เลยหายห่วงไปเปราะหนึ่งแต่ ...” ยุนโฮหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ทั้งที่อยากจะเล่าแต่ตอนนี้มันจุกแน่นไปหมด เหตุการณ์ที่เขาทั้งคิดถึงและไม่อยากจะนึกถึงในเวลาเดียวกัน...เหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตเขาไป
“แต่อะไรอ่ะ” จุนซูขึ้นเสียงสูง เร่งให้ร่างสูงรีบพูดออกมา...ค้างนะเนี่ยจบแบบนี้ จุนซูอยากรู้ จุนซูอยากรู้!!!!!!
“ฉ..ฉันได้รับข่าวบางอย่างหลังจากที่มาเรียนที่โซลได้ประมาณสองปี..คุณน้าก็โทรมาบอกว่า”
..........
.......
“ย..ยุนโฮหรอจ้ะ”
“ครับ..คุณน้าใช่มั้ยครับ สวัสดีครับ!!เป็นไงบ้างสบายดีมั้ยครับเนี่ย” ยุนโฮดูไม่ติดใจกับเสียงที่ออกจะสั่นหน่อยๆของหญิงสูงวัย เขาตะโกนถามสารทุกข์สุขดิบด้วยเสียงที่ร่าเริง..คิดถึงเจ้าตัวเล็กจังน้า ตอนนี้ไม่รู้จะตัวโตขนาดไหน ต้องอ้วนกลมดิ๊กแน่ๆเลย..คิดไปก็ยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี
“จ้ะ..น้าสบายดี..ยุนโฮตั้งใจฟังนะ”
“ครับ..คุณน้ามีอะไรรึเปล่า ? เสียงเครียดเชียว”
“น..น้อง..เสียแล้ว..เมื่อวานตอนตีสาม..ฮึกก” เสียงร่ำไห้ดังสะท้อนอยู่ภายในแก้วหูของยุนโฮรวมถึงประโยคนั้นด้วย มือใหญ่ที่หมดเรี่ยวแรงเอาเสียดื้อๆจนเครื่องมือสื่อสารเกือบหลุดจากมือ เขาพยายามพยุงสติและเรียกเรี่ยวแรงของตัวเองให้กลับมา ภาวนาอยู่ภายในจิตใจ...นายฟังผิดยุนโฮนายฟังผิด ทั้งหมดไม่เป็นความจริงยูชอนยังไม่ตาย ยูชอนแข็งแรงจะตาย ยูชอนยังไม่ตายยย !!!!...
“น้าล้อผมเล่นใช่มั้ยครับเนี่ย”
“น้ารู้ว่ามันยากที่จะให้ยุนโฮยอมรับความจริง...แต่ความจริงก็คือความจริงนะจ้ะ...น้องไข้ขึ้นสูงและโรคแทรกซ้อนอื่นๆก็ตามมาทีหลัง ทางโรงพยาบาลพยายามเต็มที่แล้วแต่..ต..แต่ยูชอนก็ทนไม่ไหว..ยอมรับความจริงนะยุนโฮ...ฮืออ” พูดไปน้ำตาของคนที่เป็นแม่ก็ไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย นางรู้ว่าคนที่อยู่ในโทรศัพท์ก็เสียใจไม่แพ้กัน ยุนโฮเป็นคนสุดท้ายที่นางคิดจะบอกเรื่องนี้ แต่พอถึงเวลานั้นเข้าจริงๆคนแรกที่โทรหาก็คือ...ยุนโฮ...คนที่ยูชอนรักยิ่งกว่าใคร
“ท..ทำไมน้องถึงไข้ขึ้นล่ะ..ค..ครับ” ยุนโฮชายผู้ที่มีความมั่นคงและหนักแน่น ในเวลานี้กลับดูอ่อนแอเหมือนเด็กตัวน้อยๆ เขาพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือไปมากกว่านี้...น้ำตาอย่าไหลลงมาตอนนี้ อดทนอีกหน่อยเถอะนะ...
“ฮึก..น้าไม่เคยบอกยุนโฮมาก่อนใช่มั้ย..น..น้องมักจะออกไปนั่งที่ระเบียง...รอยุนโฮกลับบ้านอยู่บ่อยๆ...ฮืก ก..น้าบอกว่ายุนโฮไปทำงานในเมือง น้องก็ไม่เชื่อ...จนมาถึงวันนั้นที่ฝนตกหนัก...” หญิงสูงวัยเว้นช่วงไป ก่อนที่จะเล่าต่อด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ยอมดูแลลูกให้ดีกว่านี้
“ยูชอนนั่งหลบอยู่ในตัวบ้านก็จริง..ต..แต่ฝนก็สาดเข้ามาโดนจนตัวเปียกไปหมด...น้าบอกให้เข้ามารอในบ้าน...แต่น้องก็ไม่ยอม..น้องพูดแต่ประโยคเดียว”
‘ยูชอนจะเอาผ้าขนหนูให้พี่ยุนเช็ดตัวเดี๋ยวพี่ยุนไม่สบาย’
“ฮึกกก..ยูชอนน..ยูชอนนนน” มือใหญ่กระหน่ำชกไปที่กำแพงที่อยู่ตรงหน้า เลือดสีแดงสดซึมออกมาตามรอยแผล น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่ได้หลั่งไหลออกมาง่ายๆโดยเฉพาะกับผู้ชายที่ชื่อชอง ยุนโฮคนนี้แต่ในตอนนี้มันกลับไหลลงมามากมายพร้อมกับเสียงร้องเรียกคนที่จากไปไกลอย่างโหยหวนทรมาน
“ตอนที่น้องอยู่ในไอซียูน้องฝากน้าให้บอกยุนโฮด้วยนะจ้ะ”
“อะไรครับ...บอกว่าอะไร” มือหนายกขึ้นปาดน้ำตาและตั้งใจฟังสิ่งสุดท้ายจากยูชอน
‘แม่ฮะ..ยูชอนทรมาน..หนาวว ว’
“อดทนนะลูก เดี๋ยวก็หายจ้ะ”
‘ยูชอนฝากบอกพี่ยุนได้ไหมฮะแม่...บอกพี่ยุนว่า...’
‘ยูชอนจะไม่ลืมสัญญาที่ยูชอนเคยพูดกับพี่ยุน ยูชอนรักพี่ยุนที่สุดในโลกเลย..’
..............
........
..
“อ..โอนเนอร์..ฮึกก..สัญญาอะไรกับยูจังไว้ก็ทำซะนะ” จุนซูพูดในขณะที่แขนเล็กก็ยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาในตอนที่ได้ฟังเรื่องราวสุดเศร้าและสุดซึ้งในคราวเดียว มีหลายคนที่เป็นเหมือนจุนซูขนาดผู้ชายโคตรแมนอย่างชางมินยังแอบมีน้ำตาคลอเมื่อยุนโฮเล่าจบ
“แล้วฉันจะทำยังไง ยูชอนตายไปแล้ว..ฉันจะเจอเขาได้ยังไงกัน” ยุนโฮไม่เคยรู้สึกหมดแรงเท่าตอนนี้มาก่อน ใบหน้าคมฟุบลงกับท่อนแขน กลุ้มใจแต่กลับไม่มีทางออก...คนที่ตายไปแล้วจะเรียกให้กลับมาก็มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยได้
“โอนเนอร์กระดิ่งสีแดงมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรรึเปล่า ยูชอนคุยกับจุนซูได้ก็เพราะกระดิ่ง มันอาจจะช่วยได้ก็ได้นะ” จุนซูถามขึ้นเมื่อนึกถึงกระดิ่งลมสีแดงที่สะดุดตาผู้คนมากมายอันนั้น ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมาแทบจะในทันทีที่จุนซูเอ่ยจบประโยค ฉีกยิ้มกว้างจนพนักงานหลายคนยังแปลกใจ ตั้งแต่ที่ทำงานมายังไม่เคยเห็นคุณยุนโฮยิ้มได้ขนาดนี้
“ขอบคุณมากจุนซู..ม..มันช่วยได้จริงๆ กระดิ่งนั้นฉันเป็นคนซื้อให้ยูชอนตอนที่ฉันจะเข้าโซลมาเรียนต่อ มันเป็นตัวแทนของฉันว่ายังไงก็จะต้องทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้...” น้ำเสียงสั่นๆเพราะความตื่นเต้นที่เจอทางออก ดังนั้นทุกคนจึงช่วยกันทำให้ร้านดูคึกคักอีกครั้ง ชางมินนำกระดิ่งไปแขนตรงที่ที่ลมน่าจะพัดเข้ามามากที่สุด จุนซูรีบจัดร้านให้ดูเรียบร้อยส่วนแจจุงและคนอื่นๆหลังจากที่ทำหน้าที่ของตนเองเสร็จก็กลับไปแอบซุ่มดูอยู่ที่หลังร้าน
ยุนโฮสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกพลังก่อนที่เขาจะไปประจำอยู่ที่ตู้เค้ก รอคอยเวลาที่กระดิ่งอันน้อยจะส่งเสียงอีกครั้ง
กริ่ง .. กริ่งง
ผ่านไปราวห้านาทีลมก็พัดพามาจนได้ กระดิ่งที่แขวนไว้เหมือนจะส่งเสียงร้องกังวานมากกว่าเดิม ทุกคนเอาแต่จดจ้องไปที่ประตูร้านและยังไม่ทันตั้งตัวร่างของคนที่รอคอยก็เดินเข้ามา
ราวกับมีคนกดหยุดเวลาเอาไว้ทุกคนดูจะหลุดเข้าไปในห้วงภวังค์ทันทีที่เห็นใบหน้าหวานคล้ายกับหญิงสาวที่มาพร้อมกับรอยยิ้มละมุน กิโมโนสีแดงขับผิวสีน้ำนมให้เปล่งขึ้นจนแทบจะละสายตาไม่ได้ ท่วงท่าเดินที่สง่างามทำเอาทุกคนแทบลืมหายใจ
...งดงามคล้ายเทพธิดาในตำนาน...
“พี่ยุน” น้ำเสียงอ่อนนุ่มที่เปล่งออกมา เรียกสติของทุกคนให้กลับมาสู่กาลปัจจุบัน รวมถึงยุนโฮที่ดูจะอาการหนักกว่าใคร...กี่สิบปีแล้วนะที่ไม่ได้พบเจอ พึ่งรู้ว่าตัวเองโหยหาคนร่างบางตรงหน้ามากขนาดนี้ อยากสัมผัสอยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ..
“ยูชอนคิดถึงพี่ยุน” เมื่อเห็นว่าคนตัวสูงไม่กล่าวอะไร คนตัวเล็กจึงพูดต่อและขาเรียวก็ก้าวไปใกล้ๆคนร่างสูงเรื่อยๆ ตอนนี้มีเพียงแค่ตู้เค้กเท่านั้นที่ขวางกั้นพวกเขาอยู่
“คุณลูกค้าไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีครับ” อยากจะตบปากตัวเองแรงๆที่นึกคำพูดที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว ยูชอนยิ้มหวานตอบรับทำเอาคนมองใจกระตุก นิ้วเรียวชี้ไปที่เค้กของโปรดจากนั้นจึงเดินไปนั่งรอที่โต๊ะมุมซ้ายมือ ยุนโฮตัดเค้กชิ้นใหญ่แล้วเดินไปเสิร์ฟให้กับลูกค้าคนพิเศษ เขาถือวิสาสะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้ามกับยูชอน นั่งมองคนตัวเล็กทานเค้กอย่างเอร็ดอร่อยไม่ต่างอะไรกับวันวาน
“เลอะปากแล้วนะยูจัง” เมื่อบรรยากาศเก่าๆหวนคืน คำพูดเดิมๆก็กลับมา ยูชอนยิ้มหวานแล้วยื่นใบหน้าเนียนให้คนร่างสูงซึ่งยุนโฮก็เข้าใจทันทีเขาใช้นิ้วยาวเกลี่ยเบาๆตรงรอยเปื้อน การกระทำอันแสนอ่อนโยน..ภาพวันคืนเก่าๆย้อนกลับมาในความทรงจำย้ำถึงความจริงที่ต้องยอมรับ
...ยูชอนตายไปแล้ว...
“พี่ยุน ยูชอนอยู่ได้อีกไม่นานหรอกนะ ยูชอนได้รับอนุญาตลงมาจากด้านบนนู่นได้แค่ 24 ชั่วโมง ตอนนี้มันเหลือแค่สามชั่วโมงแล้ว” ทำปากยื่นให้รู้ว่าที่ที่เดินทางมาไกลแสนไกลจนคนธรรมดามิอาจเอื้อมถึง ยุนโฮทำเพียงแค่มองไปที่ร่างตรงหน้าเก็บเกี่ยวทุกสิ่งอย่างเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้ำตาที่อยากจะไหลออกมาแค่ไหนก็ต้องฝืนทนเก็บมันไว้...
พวกเขานั่งคุยกันอย่างสนุกสนานทดแทนเวลาที่เสียไป เสียงหัวเราะคิกคักดังตลอดบทสนทนา บรรดาลูกน้องที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ที่หลังร้านก็พากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่...ไม่เคยเลยจริงๆ ไม่เคยเห็นโอนเนอร์มีความสุขขนาดนี้
แจจุงรับรู้ถึงอาการสั่นของคนข้างๆจึงหันไปดูอาการพบว่าจุนซูกำลังร้องไห้อย่างหนักจนร่างกายสั่นเทา เขากุมมืออวบนั้นไว้อย่างอ่อนโยนกระซิบถ้อยคำแสนรักคล้ายกับจะกล่อมคนขี้แย
“ร้องไห้ทำไมครับ..หืมม” กดจูบบางเบาไปที่กลุ่มผมนุ่มที่น้ำตาล
“ฮึก..ล..เหลืออีกแค่..ห..ห้านาทีแล้วแจจุง..ฮือ”
“อะไรครับ ? เวลาอะไรเหลือห้านาที”
“เวลาของพวกเขา” พูดจบจุนซูก็ร้องหนักอีกรอบด้วยความสงสารคนทั้งคู่ที่อยู่หน้าร้าน จุนซูจับเวลามาตลอดตั้งแต่ยูชอนมาถึง ตอนนี้มันเหลืออีกแค่ห้านาทีแล้ว ห้านาทีก่อนที่ยูชอนจะจากไปไกลแสนไกล...ยิ่งเห็นภาพคนทั้งคู่หยอกล้อกัน จุนซูก็ทนไม่ไหว น้ำตาของเขาถ้าหากว่าช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดจากยุนโฮได้ละก็ เขาก็ยอม...รอยยิ้มแสนอบอุ่นนั้น ถ้ามีหน้ากากที่สามารถมองทะลุได้ก็จะพบกับผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่ภายในจิตใจกำลังเสียน้ำตาให้กับคนที่เขารักอย่างสุดหัวใจ
.
.
.
.
“พี่ยุน หมดเวลาของยูชอนแล้ว..ฮึก” ยูชอนลุกขึ้นจากเก้าอี้มายืนอยู่ข้างโต๊ะที่เมื่อกี้เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสุข น้ำตาที่ฝืนมาเป็นเวลานานบัดนี้ได้ไหลลงมาจนนองใบหน้าแสนหวาน ปากอวบอิ่มยังคงพร่ำบอกรักพรรณนาความคิดถึงและยังคงมีรอยยิ้มสวยประดับที่ใบหน้าตลอดเวลาทั้งๆที่น้ำตาก็ไหลลงมาไม่หยุด
ถ้าหากว่ารักกันแล้วต้องเจ็บปวดขนาดนี้
เขายอม...ยอมไม่มีความรักตลอดกาล.
.
.
“ยูชอน..ฮึก..ย..ยูชอน” ร่างสูงทำอะไรไม่ถูกอีกต่อไป น้ำเสียงสั่นๆเอาแต่เรียกชื่อคนรักก่อนที่จะไม่มีโอกาส แขนใหญ่สวมกอดคนตรงหน้า แต่น้ำตาก็ไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดลงยิ่งได้รับแรงกอดตอบจากคนตัวเล็กแล้ว ความอบอุ่นแทรกซึมผ่านเข้ามาจนความหนาวเย็นในจิตใจทุเลาลง ร่างสูงดันคนตัวเล็กออกห่างจากกายเล็กน้อยก่อนที่ประทับริมฝีปากให้แนบชิดกับคนร่างบางเก็บเกี่ยวทุกความหวานเก็บเกี่ยวทุกความอบอุ่น ...
...จูบแรกกลับกลายเป็นจูบลา...
ไม่นากนักความหนาวเย็นก็กลับมา เป็นความเย็นที่ทำให้เขาใจสั่นเพราะความหวาดกลัว ยุนโฮละริมฝีปากออกมาเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาหันไปมองที่ช่วงล่างของยูชอนแค่เท่านี้ก็ทำเอาใจจะขาด...ช่วงขาของร่างบางกำลังสลายออกเป็นละอองสีขาวขนาดเล็ก
“ยูชอน..ยูชอนน..ฮึก...ยูชอนนนนนนน” ยุนโฮใกล้จะเข้าใกล้คำว่าบ้าคลั่งเต็มที่ในขณะที่สติของเขากำลังจะหลุดลอย มือเล็กที่โปร่งแสงอย่างผิดปกติก็เลื่อนมาที่ใบหน้า นิ้วเรียวพยายามจะเกลี่ยน้ำตาให้แต่ก็เป็นเพียงแค่อากาศธาตุ มือของยูชอนทะลุผ่านเข้าไปในร่างของยุนโฮ
“ไม่ร้องนะพี่ยุน...โตแล้ว อย่าร้องไห้เป็นเด็กๆสิ” ดุยุนโฮอย่างไม่จริงจังนัก แต่คำดุก็ดูจะขัดกับการกระทำของคนพูดอย่างสิ้นเชิงในเมื่อตัวเองก็ยังร้องไห้ไม่หยุด มือเล็กยังวนเวียนอยู่กับการเกลี่ยน้ำตาของคนร่างสูงถึงแม้จะสัมผัสไม่ได้แต่ความรู้สึกเราสื่อหากัน...
“ยูจังรักพี่ยุนน.........” นั้นคือประโยคสุดท้ายก่อนร่างทั้งร่างของยูชอนจะกลับกลายเป็นละอองขาวที่ลอยขึ้นสู่ฝากฟ้า ยุนโฮไขว่คว้าไปตรงที่ร่างบางเคยยืนอยู่ ก่อนที่จะกำมือแน่นเมื่อสิ่งที่ได้กลับมามีแค่เพียงความว่างเปล่า
“พี่ก็รักยูจัง”
“ยูชอน...สุดที่รัก”
The..End !!
-----------------------------------------------
Talk :: เอิ่มม..จบแล้ว เป็นยังไงกันบ้างค่ะ ? สำหรับทูยูเรื่องแรกในชีวิต
เขียนนานมากกว่าจะจบเพราะว่าเป็นทูยูครั้งแรก กดดันมาก =[]=’ ไม่ค่อยกล้าลงในบ้าน
เพราะที่นี้มีแต่คนเทพ ! กลัวมากจริงๆ 55555555555555
ยังไงก็ยินดีรับคำคอมเม้นท์ทุกประการค่ะ ..จะได้ไปปรับปรุงตัวเอง
สนุกไม่สนุกเม้นบอกกันได้นะคะ ... ขอบคุณมากค่ะ ^ ^
Author :: Gatoon
Pairing :: Yunho x Yuchun (2U)
Rating :: PG-13 (Parents Strongly Cautioned)
Warning :: นิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิง ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Author ’s Note :: ทูยูเรื่องแรกในชีวิต .. . ขอฝากไว้ด้วยนะค่ะ :)
“ลูกค้าหายไปไหนหมด...ร้านเงียบเป็นบ้า” ชายร่างโปร่งที่ยืนอยู่หลังตู้โชว์เค้กบ่นออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใคร คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆทำสีหน้าตำหนิเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปเพราะที่คนร่างโปร่งบ่นมันก็คือความจริงทั้งนั้น.. .
พวกเขาเป็นพนักงานประจำของร้านเค้กแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากใจกลางเมือง ตัวร้านสีขาวมักจะดึงดูดใจให้คนที่ผ่านไปมาต้องอยากแวะเข้ามาใช้บริการเสียทุกครั้ง พนักงานที่มี่อยู่ก็เรียกแขกได้ไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นนักเรียนมัธยมปลายหรือหญิงสาวออฟฟิต รสชาติของเค้กนี่ไม่ต้องพูดถึงอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นก็เคยลงในนิตยสารชื่อดังของเกาหลีมาหลายครั้งแล้ว
ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา เพลงคลาสสิกที่เปิดก็ผสมผสานลงตัวไปกับกลิ่นหอมของแป้งขนมที่กำลังอบอยู่ด้านหลังของร้าน ผนังทั้งด้านซ้ายและขวาถูกตกแต่งด้วยรูปถ่ายหลากหลายอิริยาบถ มีทั้งภาพของคู่รักที่กำลังป้อนเค้กให้กันหรือภาพของเด็กตัวน้อยที่มีครีมเค้กเลอะมุมปากดูไร้เดียงสา ข้างๆกันนั้นก็มีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนบรรยายความรู้สึกต่างๆ รวมไปถึงใบประกาศนียบัตรสำหรับรางวัลที่เคยได้รับมา
แต่ในขณะนี้ร้านแห่งนี้กลับเงียบเหงาไร้ซึ่งลูกค้า ทำให้พนักงานประจำหลายคนแอบงีบหลับ มีเพียงพนักงานที่ยืนอยู่หลังตู้โชว์เค้กสองคนที่คอยยืนสะกิดกันไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งหลับไปซะก่อนเพราะถ้าลูกค้าเข้ามาพอดีมันดูเป็นการกระทำที่ไม่ดีไม่งามไปซักหน่อย
“อ่ะ!!!ชางมิน...น้ำชาเย็นๆแก้วนั้นของฉันใช่มั้ย ขอมันให้ฉันเถอะ ไม่ไหวแล้วอากาศร้อนเป็นบ้า”
“ของนายที่ไหน...ฉันจะเอาเข้าไปให้โอนเนอร์ต่างหาก” ชางมินพูดตอบพร้อมกับผลักประตูเข้าไปหาเจ้าของร้านที่นั่งเคลียร์บัญชีรายรับ-รายจ่ายอยู่ภายในห้องทำงาน
“คุณยุนโฮครับ...ผมเอาน้ำชาเย็นๆมาให้ครับ”
“อืมม...ขอบคุณ” ชายหนุ่มร่างสูงที่จัดอยู่ในหมวดคนหน้าตาดีกำลังง่วนอยู่กับข้าวของตรงหน้าจนไม่ได้หันมาสนใจพนักงานที่อุตส่าห์เอาน้ำชาเย็นๆมาเสิร์ฟให้เลยสักนิด กล่องไม้ขนาดกลางที่ด้านในว่างเปล่าคงเป็นเพราะพวกของด้านในถูกเทลงบนโต๊ะทำงานหมดแล้ว
“ทำอะไรครับเนี่ยโอนเนอร์ ไม่คิดบัญชีต่อแล้วหรอครับ”
“พอดีเมื่อกี้กล่องนี้มันตกลงมาจากชั้นวางของ ฉันก็เลยหยิบมันมาจัดใหม่นิดหน่อยน่ะ” ชองยุนโฮเจ้าของร้านเค้กสุดไฮโซตอบกลับโดยที่ยังไม่ได้สบตากับผู้ร่วมสนทนาแม้แต่น้อย ชางมินส่ายหน้าให้กับความตั้งอกตั้งใจของร่างสูงเล็กน้อยก่อนที่สายตาของเขาจะสะดุดตากับ...กระดิ่งลมสีแดงอันเล็ก...ที่ดูไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของคนร่างสูง
“โอนเนอร์ครับผมยืมเจ้านี้ไปแขวนหน้าร้านได้ไหม ? สีมันเด่นดีเผื่อจะเรียกลูกค้าได้บ้าง” ชางมินไม่ได้อยู่รอคำตอบแต่อย่างใด เขาคว้ามันขึ้นมาและรีบออกไปจากห้องทำงาน
“เฮ้ยยย !! น..นั้นมัน ระวังมันแตกด้วยละกันนะ !!!!!” ยุนโฮห้ามเจ้าลูกน้องตัวดีไม่ทันเลยทำได้เพียงตะโกนไล่หลังกว้างนั้นแทน สีหน้าของคนร่างสูงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันบ่งบอกถึงความกังวลที่ก่อตัว
“คิดถึงเหมือนกันแหะ”
---------------------------------------------------------------------
“นี่ทุกคนเราแขวนกระดิ่งไว้หน้าประตูดีไหม มันตัดกับประตูสีขาวของร้านเราดีนะ” เสียงของชางมินดังพอที่จะปลุกทุกคนให้หลุดออกจากภวังค์ ทั้งๆที่มันเป็นเพียงกระดิ่งธรรมดาแต่ทุกคนกลับจ้องไปที่มันอย่างไม่ละสายตาราวกับมีมนต์สะกดอะไรบางอย่าง
“เอาสิๆสีมันดึงดูดสายตาผู้คนดีนะ ร้านจะได้เลิกเงียบเหงาซักที”
เมื่อทุกคนเป็นอันตกลง ชางมินจึงผูกมันไว้กับประตูเมื่อลูกค้าเข้ามามันก็จะส่งเสียง...กริ๊ง กริ๊ง...อย่างไพเราะ พนักงานหลายคนเริ่มลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ บ้างก็เดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเพราะเชื่อว่าอีกไม่นานร้านจะต้องกลับมายุ่งเหมือนเดิม
...............
..........
แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆหลังจากที่แขวนกระดิ่งได้ไม่นาน ลูกค้าก็ทยอยเข้าร้านแทบจะไม่เหลือที่ให้เดิน พนักงานอบเค้กต้องรีบทำสินค้าไม่ได้หยุดพักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว พนักงานชงกาแฟก็โดนน้ำร้อนลวกจนชินชาไปหมดแล้ว ผ่านไปสามชั่วโมงสงครามย่อยๆที่เกิดขึ้นก็สิ้นสุดลงจนได้ เสียงหอบหายใจดังระงมไปทั่วร้าน
“ทุกคนไปพักเถอะ...เดี๋ยวหน้าร้านฉันเฝ้าเอง ถ้าลูกค้ามาจะเรียกล่ะกัน” คิมจุนซูเสนอแนวทางใหม่ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย พวกเขาพากันเดินไปพักที่ด้านหลังของร้าน ในที่สุดหน้าร้านก็เหลือเพียงเขาที่ยืนอยู่ด้านหลังตู้โชว์เค้กเท่านั้น ใบหน้าเล็กวางพักไว้บนแขนของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เหนื่อยแต่เมื่อกี้ตอนร้านยุ่งๆแจจุงก็แย่งงานเขาไปทำแทบจะทุกอย่าง ทำให้เขาได้ทำงานน้อยกว่าคนอื่นๆ
“ไม่จำเป็นเลยจริงๆน้า มาช่วยฉันทำไมกัน” พูดไปก็มุดหน้าลงไปกับแขนด้วยความเขินอาย หลายครั้งแล้วที่แจจุงชอบเสนอตัวเองมาช่วยงานเขา ทั้งที่ไม่จำเป็นก็เพราะการกระทำแบบนี้แหละทำให้หัวใจของเขามันชักจะเริ่มรับใครอีกคนมาอยู่ด้วยทุกทีไป
“บะ..บ้า...บ้าบ้า...คิดอะไรไปเรื่อยนะเรา” จุนซูตีหัวตัวเองพร้อมโยกไปโยกมาดูคล้ายกับอาการของคนที่เริ่มมีความรัก
กริ๊ง...กริ๊ง
เสียงกระดิ่งที่ประตูดึงสติของจุนซุให้กับมาสู่ปัจจุบัน เขารีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่และยิ้มรับกับลูกค้าคนใหม่ ทันทีที่สายตาปะทะกับคนตรงหน้า สติที่พึ่งกลับมาก็พร้อมที่จะหลุดลอยไปอีกครั้งหนึ่ง... .
ลูกค้าตัวบางที่มีใบหน้าหวานเกินกว่าหญิงธรรมดาทั่วไปกำลังส่งยิ้มน้อยๆให้กับเขา เส้นผมสีดำที่ดูอ่อนนุ่มราวกับเส้นไหมกำลังพริ้วไหว ผมข้างหน้าที่ปัดไปด้านซ้ายเล็กน้อยดูรับกันดีกับใบหน้าขาวเนียนที่ออกจะอมชมพูสักเล็กน้อยตามอุณหภูมิของฤดูใบไม้ร่วง ดวงตาใสเหมือนเด็กน้อยที่แฝงไปด้วยความเศร้าสะกดสายตาของจุนซูให้หยุดนิ่ง ริมฝีปากอิ่มสีชมพูดูลงตัวไปกับจมูกโด่งรั้น...ตลอดเวลาที่จุนซูไม่เคยเชื่อ แต่ตอนนี้เขาสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า นี้เป็น ‘รักแรกพบ’
“สวัสดีครับ” จุนซูรีบออกมาจากด้านหลังตู้โชว์เค้ก พร้อมกับโค้งต้อนรับลูกค้าอย่างที่ไม่เคยทำ
“จะรับอะไรดีครับ”
“ร้านนี้เป็นร้านของพี่ยุนใช่ไหมฮะ” ลูกค้าหน้าหวานไม่ตอบคำถามของจุนซู แต่เขากลับตั้งคำถามขึ้นมาใหม่ ร่างอวบขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“พี่ยุน...คุณยุนโฮหรอครับ” รอยยิ้มกว้างประดับอยู่บนใบหน้าของลูกค้าหน้าหวาน รอยยิ้มดีใจเหมือนเด็กที่เจอของเล่นชิ้นสำคัญ ทำเอาจุนซูใจสั่นตามรอยยิ้มหวานๆนั้น
“ผมอยากทานเค้กที่พี่ยุนทำ”
“ขอโทษด้วยนะครับ ช่วงนี้คุณยุนโฮไม่ค่อยได้ทำเค้กเท่าไหร่เพราะเขางานยุ่งน่ะครับ แต่ของคนอื่นก็อร่อยไม่แพ้กันเลยน้า” รอยยิ้มร่าเริงหายไปในพริบตาจนร่างอวบถึงกับแปลกใจ
“หรอฮะ” เสียงเล็กที่เปล่งออกมา น้ำเสียงเศร้ามากจนน่าใจหาย
“มีอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ ?”
“มันเป็นสัญญา...เมื่อนานมาแล้ว” เขากำลังจะเอ่ยถามออกไปว่าคุณลูกค้าคนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับโอนเนอร์ของเขา แต่ก็ถูกขัดขึ้นมาโดยคนที่จุนซูแทบจะลืมไปแล้ว
“จุนซู พูดกับใครน่ะ...ลูกค้ามาทำไมไม่เรียก” ร่างอวบหันไปตามเสียงเรียก เห็นแจจุงเดินขยี้ตาออกมาจากทางห้องครัวเขาเลยรีบตะโกนบอกให้แจจุงไปเรียกยุนโฮเนื่องจากลูกค้าต้องการพบ แต่คำตอบของแจจุงทำเอาจุนซูรู้สึกขนลุกขึ้นมาซะอย่างนั้น
“ไหนล่ะลูกค้า นายยืนคนเดียวมาตั้งนานแล้วนะ”
กริ๊งง...กริ๊ง
----------------------------------------------------------------------------------
“ฉันจะอธิบายเรื่องทั้งหมดเอง” ยุนโฮบอกกับทุกคนที่รวมตัวอยู่ในห้องทำงานของเขา หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็น จุนซูก็รีบเข้ามาหาร่างสูงผู้เป็นเจ้าของร้านพร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวพิศวงที่เขาได้เผชิญมา สีหน้าของยุนโฮไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าใดนักเหมือนกับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
“มันเป็นเรื่องสมัยที่ฉันยังเด็ก เมื่อประมาณแปดเก้าปีที่แล้วน่ะ”
..........
.....
..
“พี่ยุนโตขึ้นยูชอนจะเป็นเจ้าสาวของพี่ยุนนะ” เด็กน้อยผิวขาวหน้าตาน่ารักน่าชังพูดเสียงดังตามประสาเด็กๆใส่คนที่ถูกเรียกว่า..พี่ยุน..คนที่ตัวโตกว่าได้แต่อมยิ้มกับความไร้เดียงสาของร่างเล็กบนตัก เขาเพิ่มแรงกอดเจ้าตัวน้อยมากขึ้นโยกไปโยกมาเล่นกันจนใครที่ผ่านไปมาต้องคิดว่าสองคนนี้ต้องเป็นพี่น้องท้องเดียวกันแน่ๆ
“ยูชอนจะแต่งงานกับพี่ยุนได้ยังไง ยูชอนเป็นผู้ชายนะจ้ะลูก” มารดาของยูชอนที่เดินเอาขนมมาให้สองพี่น้องได้ยินประโยคเมื่อครู่จากปากของลูกชายสุดรักสุดหวงเข้าก็รีบพูดตัดหน้าก่อนที่ลูกชายจะเข้าใจอะไรผิดๆไปซะก่อน
“ยูชอนไม่สน พี่ยุนทำเค้กอร่อย ยูชอนชอบเค้ก ยูชอนจะแต่งงานกับพี่ยุน” แบะปากเล็กน้อยตามแบบเด็กโดนขัดใจ ผู้เป็นแม่ได้แต่ส่ายหัวไปมากับความไม่รู้ของลูกชายตัวเล็ก ยุนโฮที่อยู่ในวงสนทนาหลุดขำเล็กน้อยกับการเถียงกลับของยูชอน...เด็กเท่านั้นที่พูดได้จริงๆ ประโยคใสซื่อบริสุทธิ์แบบนี้...
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณน้า ตัวแค่นี้ผมเลี้ยงไหว” ยุนโฮรีบพูดออกมาก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะงอนแม่ของตัวเองมากไปกว่านี้ สองแขนเล็กๆโอบรอบคอพี่ชายแสนรักของตัวเองไว้ด้วยความดีใจที่พี่ชายตัวโตไม่ขัดใจความคิดของตัวเองเมื่อเห็นท่าทางของลูกชายแล้วคนที่เป็นแม่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจเท่านั้น...
“จ้ะๆยังไงน้าก็ฝากเจ้าตัวเล็กนี้ด้วยล่ะ น้าไปก่อนนะยุนโฮ..แม่ไปทำงานแล้วนะยูชอน” ประโยคหลังนางพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหอมแก้มลูกชายแสนรักที่ยังไม่มองหน้าเธอเนื่องจากความงอนที่แม่ขัดใจ พอได้ยินว่าแม่จะไปทำงานเท่านั้นละ สองแขนน้อยก็รีบปล่อยจากคอของพี่ชายสุดหวงย้ายมากอดแม่ของตัวเองทันทีหอมแก้มขาวๆทั้งซ้ายทั้งขวา
“ตั้งใจทำงานนะฮะคุณแม่” ประโยคสั้นๆแต่กลับเพิ่มแรงและกำลังให้คนที่เป็นแม่ได้มากมายมหาศาลเพราะยังงี้แหละยูชอนจึงทำให้นางไม่เคยเหนื่อยและรู้สึกท้อต่อการทำงานถึงแม้จะเลี้ยงลูกตัวคนเดียวเพราะสามีที่จากไปด้วยโรคร้ายไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่นางก็ไม่เคยรู้สึกว่ายูชอนเป็นภาระที่เหลืออยู่ ยูชอนเป็นสมบัติที่มีค่าสำหรับเธอจริงๆ
.....
..
“เอาล่ะคุณแม่ไปทำงานแล้ว เราไปร้านเค้กของพี่กันดีไหมยูชอน” จากสีหน้าเศร้าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มหวานแก้มกลมได้ไม่ยาก สิ่งเดียวที่มีอิทธิพลต่อยูชอนมาที่สุดก็คือ..เค้ก..ซึ่งยุนโฮก็รู้ดี เมื่อเจ้าตัวเล็กเหงาเขาก็จะพาไปยังร้านเค้กที่มีพ่อของเขาเป็นเจ้าของกิจการ ถึงแม้จะเป็นร้านเค้กขนาดไม่ใหญ่มากแต่กลับมีลูกค้าประจำซะเกือบทั่วเมืองเพราะความอร่อยบวกกับความดูแลเอาใจใส่ในผลิตภัณฑ์หรือความอบอุ่นที่มอบให้แก่ลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียม
“ไปฮะ..วันนี้ยูชอนอยากกินเค้กชอคโกแลต” ตอบตกลงแล้วรีบบอกเมนูสุดโปรดไปทันที ยุนโฮบีบจมูกน้อยๆนั้นด้วยความหมั่นเขี้ยว..ใครจะไปกล้าทิ้งเด็กขี้อ้อนแบบนี้กันน้า..
“ได้ครับ ยูชอนจะกินอะไรเดี๋ยวพี่ยุนจัดการให้ แต่ตอนนี้ยูชอนต้องขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อบอุ่นกว่านี้ก่อนนะ” พอร่างสูงพูดจบ ร่างเล็กก็รีบกระโดดลงจากตักกว้างก่อนจะรีบวิ่งขึ้นบันไดไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามคำสั่งของพี่ชายสุดที่รักทันที ยุนโฮอมยิ้มตามหลังเจ้าตัวเล็กไป...ที่ยูชอนต้องมีเขาคอยดูแลก็เพราะสุขภาพที่ไม่แข็งแรงปกติเหมือนเด็กทั่วไปน่ะสิ ยูชอนเป็นเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากตั้งแต่เกิดมักจะแพ้อะไรง่ายๆตากฝนนิดหน่อยก็ไข้ขึ้นสูงจนต้องนอนซมอยู่หลายวัน แม่ของยูชอนเลยต้องฝากฝังเจ้าตัวเล็กไว้กับเขาซึ่งเป็นเพื่อนข้างบ้าน ก็หวังว่าอาการของยูชอนจะดีขึ้นเรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น...
“พี่ยุน ยูชอนพร้อมแล้ว!!!!!!!”
“สวัสดีครับคุณกระต่าย” ยุนโฮพูดพร้อมกับเดินเข้าไปอุ้มยูชอนที่อยู่ในชุดกระต่ายสีชมพูที่คุณแม่เป็นคนซื้อมาให้ ชุดสัตว์ขนหนานุ่มที่เพิ่มทั้งความอบอุ่นและความน่ารักน่าเอ็นดูให้กับคนใส่เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่คนส่งยิ้มให้กับเจ้ากระต่ายตัวน้อยนี้ทุกครั้งไป
ยุนโฮพายูชอนมาที่ร้านเค้กของครอบครัวดั่งเช่นทุกวัน แขกประจำที่นั่งทานเค้กอยู่เอ่ยทักทายยูชอนบ้างก็เข้ามาเล่นด้วย ร่างเล็กเป็นที่รักของทุกคนในร้านเค้กแห่งนี้เพราะนิสัยบวกกับคำพูดคำจาที่ฟังดูน่ารักต่างกับเด็กทั่วๆไปจึงทำให้ผู้คนหลงรักเขาได้ไม่ยากเลย
“วันนี้จะกินอะไรดีละยูจัง” หญิงสูงวัยซึ่งมีศักดิ์เป็นมารดาของยุนโฮเดินเข้ามาหายูชอนที่ยืนอยู่กลางร้านท่ามกลางบรรดาแขกที่เข้ามาหยอกล้อ ร่างเล็กในชุดกระต่ายรีบวิ่งเข้าไปกระโดดกอดมารดาของยุนโฮทันที หญิงสูงวัยหัวเราะคิกคักเล็กน้อยกับท่าทางแสนออดอ้อนของยูชอน
“ยูจังอยากกินเค้กชอคโกแลตฮะคุณแม่” ที่เรียกว่าคุณแม่ก็เพราะเป็นคำสั่งโดยตรงจากเจ้าตัว นางรู้สึกรักใคร่เด็กคนนี้มากจึงไม่แปลกที่คนภายนอกจะมองว่าสองคนนี้เป็นแม่ลูกกันจริงๆเพราะความเอาใจใส่ที่นางมอบให้กับยูชอนมันดูจะมากกว่าที่ให้ยุนโฮด้วยซ้ำไป
“เอาชิ้นใหญ่หรือชิ้นเล็กดีละยูชอน” ชายแก่ที่ผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวแสดงความเป็นเจ้าของร้านนั้น เดินเข้ามาหาสองแม่ลูกที่ยืนหยอกล้อกันอยู่กลางร้าน ร่างเล็กฉีกยิ้มกว้างจนแก้มกลมดิกให้ชายแก่ทันที
“เอาชิ้นใหญ่ที่สุดในร้านเลยฮะคุณพ่อ...” ชายแก่ยื่นมาขยี้เส้นผมนุ่ม “เจ้าเล่ห์นักนะเรา โตขึ้นจะมีสาวมาจีบไหมเนี่ย” เขาพูดหยอกล้ออย่างสนิทสนม
“ยูชอนไม่สนเพราะโตขึ้นยูชอนจะแต่งงานกับพี่ยุนคนเดียว” ประโยคของร่างเล็กสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับคนที่ได้ยิน มารดาของยุนโฮอดใจไม่ไหวกับความน่ารักของคนตรงหน้าต้องก้มลงหอมแก้มนิ่มๆนั้นไปสักฟอดสองฟอดให้ชื่นใจ ยุนโฮที่ได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งที่สองของวันก็ออกอาการปลื้มอย่างเก็บไม่อยู่...
“แม่ไปทำเค้กต่อเถอะครับเดี๋ยวผมดูน้องเอง” นางส่งยูชอนคืนให้กับพี่ชายสุดรักของเขา ก่อนที่จะเดินเข้าไปจัดการเค้กที่ลูกชายคนเล็กของครอบครัวอยากกิน ตัดเค้กชอคโกแลตชิ้นใหญ่ตามที่เจ้าตัวต้องการและยกมาเสิร์ฟให้สองพี่น้องที่นั่งเล่นกันอยู่ที่โต๊ะริมสุดติดหน้าต่าง
เมื่อเค้กมาถึงพี่ชายที่แสนดีอย่างยุนโฮก็รีบป้อนให้เจ้าตัวเล็กที่อ้าปากรออยู่อย่างรู้หน้าที่ ผลัดกันป้อนไปมา บรรดาแขกๆที่นั่งอยู่ในร้านซึ่งเห็นภาพนี้เป็นปกติเช่นทุกวันยังต้องยิ้มตามไปกับภาพตรงหน้า
“พี่ยุน ยูชอนจะกินอีก ยูชอนยังไม่อิ่มมม..” เกิดเหตุจลาจลขึ้นเล็กน้อยเมื่อคนตัวโตไม่ยอมให้เจ้าตัวเล็กกินเค้กต่อไปเนื่องจากกินคนเดียวเกินครึ่งก้อนแล้วเดี๋ยวจะได้เป็นเบาหวานตามมาอีกโรค
“ไม่ได้ๆๆๆยูชอนกินมากไปแล้ว...เอ๊ะ ! แต่ว่าถ้าอยากกินก็จุ๊บปากพี่ทีนึงสิ”
...จุ๊บบ บ...
ริมฝีปากเล็กเลื่อนไปสัมผัสกับริมฝีปากหนาของคนตรงหน้าทันทีด้วยความที่เป็นเด็กและอยากกินของโปรดของตัวเองจึงทำให้ยูชอนทำแบบนั้นโดยที่ไม่คิดอะไรแต่คนที่บอกให้ทำกลับเป็นฝ่ายหน้าแดงซะเอง เขาไม่คิดว่ายูชอนจะทำจริงถึงจะเป็นแค่เด็กแต่เขาก็เขินได้นะ ยุนโฮรีบดึงร่างเล็กเข้าหาตัวตอนนี้เขาอยู่ใกล้กันจนชนิดที่ว่าอากาศจะแทรกผ่านไปยังยากเลย
“ยูชอนห้ามไปทำแบบนี้กับใครรู้รึเปล่าครับ”
“ฮะ...ยูชอนทำแต่กลับพี่ยุนแค่นั้นแหละ” คำตอบธรรมดาตามประสาเด็กๆ แต่กลับทำให้คนตัวโตต้องใจสั่นอย่างห้ามไม่อยู่...เขาตัดสินใจแล้ว เขาจะขอดูแลยูชอนตลอดไป ไม่ยกให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น...
.................
.........
..
“แล้วไงต่ออ่ะโอนเนอร์ กำลังมันส์” ชางมินที่กินป๊อปคอร์นอยู่ถามขึ้นเมื่อยุนโฮเงียบไป พนักงานที่อยู่ในนั้นก็สงสายตาอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน ยุนโฮทำสีหน้าระอากับนิสัยของลูกน้องแต่ละกัน...เรื่องเจ้านายล่ะตั้งใจฟังเชียว เจ้าพวกนี้...
“หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีฉันก็ออกมาเรียนด้านการทำขนมในกรุงโซลเนี่ยแหละ”
“อ้าว!!แล้วใครดูแลน้องยูจังของพี่ล่ะ”
“แม่ของยูชอนหรือคุณน้าก็ลาออกจากงานไปหางานใหม่ที่สามารถดูแลยูชอนขณะทำงานไปด้วย ฉันก็เลยหายห่วงไปเปราะหนึ่งแต่ ...” ยุนโฮหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ทั้งที่อยากจะเล่าแต่ตอนนี้มันจุกแน่นไปหมด เหตุการณ์ที่เขาทั้งคิดถึงและไม่อยากจะนึกถึงในเวลาเดียวกัน...เหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตเขาไป
“แต่อะไรอ่ะ” จุนซูขึ้นเสียงสูง เร่งให้ร่างสูงรีบพูดออกมา...ค้างนะเนี่ยจบแบบนี้ จุนซูอยากรู้ จุนซูอยากรู้!!!!!!
“ฉ..ฉันได้รับข่าวบางอย่างหลังจากที่มาเรียนที่โซลได้ประมาณสองปี..คุณน้าก็โทรมาบอกว่า”
..........
.......
“ย..ยุนโฮหรอจ้ะ”
“ครับ..คุณน้าใช่มั้ยครับ สวัสดีครับ!!เป็นไงบ้างสบายดีมั้ยครับเนี่ย” ยุนโฮดูไม่ติดใจกับเสียงที่ออกจะสั่นหน่อยๆของหญิงสูงวัย เขาตะโกนถามสารทุกข์สุขดิบด้วยเสียงที่ร่าเริง..คิดถึงเจ้าตัวเล็กจังน้า ตอนนี้ไม่รู้จะตัวโตขนาดไหน ต้องอ้วนกลมดิ๊กแน่ๆเลย..คิดไปก็ยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี
“จ้ะ..น้าสบายดี..ยุนโฮตั้งใจฟังนะ”
“ครับ..คุณน้ามีอะไรรึเปล่า ? เสียงเครียดเชียว”
“น..น้อง..เสียแล้ว..เมื่อวานตอนตีสาม..ฮึกก” เสียงร่ำไห้ดังสะท้อนอยู่ภายในแก้วหูของยุนโฮรวมถึงประโยคนั้นด้วย มือใหญ่ที่หมดเรี่ยวแรงเอาเสียดื้อๆจนเครื่องมือสื่อสารเกือบหลุดจากมือ เขาพยายามพยุงสติและเรียกเรี่ยวแรงของตัวเองให้กลับมา ภาวนาอยู่ภายในจิตใจ...นายฟังผิดยุนโฮนายฟังผิด ทั้งหมดไม่เป็นความจริงยูชอนยังไม่ตาย ยูชอนแข็งแรงจะตาย ยูชอนยังไม่ตายยย !!!!...
“น้าล้อผมเล่นใช่มั้ยครับเนี่ย”
“น้ารู้ว่ามันยากที่จะให้ยุนโฮยอมรับความจริง...แต่ความจริงก็คือความจริงนะจ้ะ...น้องไข้ขึ้นสูงและโรคแทรกซ้อนอื่นๆก็ตามมาทีหลัง ทางโรงพยาบาลพยายามเต็มที่แล้วแต่..ต..แต่ยูชอนก็ทนไม่ไหว..ยอมรับความจริงนะยุนโฮ...ฮืออ” พูดไปน้ำตาของคนที่เป็นแม่ก็ไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย นางรู้ว่าคนที่อยู่ในโทรศัพท์ก็เสียใจไม่แพ้กัน ยุนโฮเป็นคนสุดท้ายที่นางคิดจะบอกเรื่องนี้ แต่พอถึงเวลานั้นเข้าจริงๆคนแรกที่โทรหาก็คือ...ยุนโฮ...คนที่ยูชอนรักยิ่งกว่าใคร
“ท..ทำไมน้องถึงไข้ขึ้นล่ะ..ค..ครับ” ยุนโฮชายผู้ที่มีความมั่นคงและหนักแน่น ในเวลานี้กลับดูอ่อนแอเหมือนเด็กตัวน้อยๆ เขาพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือไปมากกว่านี้...น้ำตาอย่าไหลลงมาตอนนี้ อดทนอีกหน่อยเถอะนะ...
“ฮึก..น้าไม่เคยบอกยุนโฮมาก่อนใช่มั้ย..น..น้องมักจะออกไปนั่งที่ระเบียง...รอยุนโฮกลับบ้านอยู่บ่อยๆ...ฮืก ก..น้าบอกว่ายุนโฮไปทำงานในเมือง น้องก็ไม่เชื่อ...จนมาถึงวันนั้นที่ฝนตกหนัก...” หญิงสูงวัยเว้นช่วงไป ก่อนที่จะเล่าต่อด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ยอมดูแลลูกให้ดีกว่านี้
“ยูชอนนั่งหลบอยู่ในตัวบ้านก็จริง..ต..แต่ฝนก็สาดเข้ามาโดนจนตัวเปียกไปหมด...น้าบอกให้เข้ามารอในบ้าน...แต่น้องก็ไม่ยอม..น้องพูดแต่ประโยคเดียว”
‘ยูชอนจะเอาผ้าขนหนูให้พี่ยุนเช็ดตัวเดี๋ยวพี่ยุนไม่สบาย’
“ฮึกกก..ยูชอนน..ยูชอนนนน” มือใหญ่กระหน่ำชกไปที่กำแพงที่อยู่ตรงหน้า เลือดสีแดงสดซึมออกมาตามรอยแผล น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่ได้หลั่งไหลออกมาง่ายๆโดยเฉพาะกับผู้ชายที่ชื่อชอง ยุนโฮคนนี้แต่ในตอนนี้มันกลับไหลลงมามากมายพร้อมกับเสียงร้องเรียกคนที่จากไปไกลอย่างโหยหวนทรมาน
“ตอนที่น้องอยู่ในไอซียูน้องฝากน้าให้บอกยุนโฮด้วยนะจ้ะ”
“อะไรครับ...บอกว่าอะไร” มือหนายกขึ้นปาดน้ำตาและตั้งใจฟังสิ่งสุดท้ายจากยูชอน
‘แม่ฮะ..ยูชอนทรมาน..หนาวว ว’
“อดทนนะลูก เดี๋ยวก็หายจ้ะ”
‘ยูชอนฝากบอกพี่ยุนได้ไหมฮะแม่...บอกพี่ยุนว่า...’
‘ยูชอนจะไม่ลืมสัญญาที่ยูชอนเคยพูดกับพี่ยุน ยูชอนรักพี่ยุนที่สุดในโลกเลย..’
..............
........
..
“อ..โอนเนอร์..ฮึกก..สัญญาอะไรกับยูจังไว้ก็ทำซะนะ” จุนซูพูดในขณะที่แขนเล็กก็ยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาในตอนที่ได้ฟังเรื่องราวสุดเศร้าและสุดซึ้งในคราวเดียว มีหลายคนที่เป็นเหมือนจุนซูขนาดผู้ชายโคตรแมนอย่างชางมินยังแอบมีน้ำตาคลอเมื่อยุนโฮเล่าจบ
“แล้วฉันจะทำยังไง ยูชอนตายไปแล้ว..ฉันจะเจอเขาได้ยังไงกัน” ยุนโฮไม่เคยรู้สึกหมดแรงเท่าตอนนี้มาก่อน ใบหน้าคมฟุบลงกับท่อนแขน กลุ้มใจแต่กลับไม่มีทางออก...คนที่ตายไปแล้วจะเรียกให้กลับมาก็มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยได้
“โอนเนอร์กระดิ่งสีแดงมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรรึเปล่า ยูชอนคุยกับจุนซูได้ก็เพราะกระดิ่ง มันอาจจะช่วยได้ก็ได้นะ” จุนซูถามขึ้นเมื่อนึกถึงกระดิ่งลมสีแดงที่สะดุดตาผู้คนมากมายอันนั้น ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมาแทบจะในทันทีที่จุนซูเอ่ยจบประโยค ฉีกยิ้มกว้างจนพนักงานหลายคนยังแปลกใจ ตั้งแต่ที่ทำงานมายังไม่เคยเห็นคุณยุนโฮยิ้มได้ขนาดนี้
“ขอบคุณมากจุนซู..ม..มันช่วยได้จริงๆ กระดิ่งนั้นฉันเป็นคนซื้อให้ยูชอนตอนที่ฉันจะเข้าโซลมาเรียนต่อ มันเป็นตัวแทนของฉันว่ายังไงก็จะต้องทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้...” น้ำเสียงสั่นๆเพราะความตื่นเต้นที่เจอทางออก ดังนั้นทุกคนจึงช่วยกันทำให้ร้านดูคึกคักอีกครั้ง ชางมินนำกระดิ่งไปแขนตรงที่ที่ลมน่าจะพัดเข้ามามากที่สุด จุนซูรีบจัดร้านให้ดูเรียบร้อยส่วนแจจุงและคนอื่นๆหลังจากที่ทำหน้าที่ของตนเองเสร็จก็กลับไปแอบซุ่มดูอยู่ที่หลังร้าน
ยุนโฮสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกพลังก่อนที่เขาจะไปประจำอยู่ที่ตู้เค้ก รอคอยเวลาที่กระดิ่งอันน้อยจะส่งเสียงอีกครั้ง
กริ่ง .. กริ่งง
ผ่านไปราวห้านาทีลมก็พัดพามาจนได้ กระดิ่งที่แขวนไว้เหมือนจะส่งเสียงร้องกังวานมากกว่าเดิม ทุกคนเอาแต่จดจ้องไปที่ประตูร้านและยังไม่ทันตั้งตัวร่างของคนที่รอคอยก็เดินเข้ามา
ราวกับมีคนกดหยุดเวลาเอาไว้ทุกคนดูจะหลุดเข้าไปในห้วงภวังค์ทันทีที่เห็นใบหน้าหวานคล้ายกับหญิงสาวที่มาพร้อมกับรอยยิ้มละมุน กิโมโนสีแดงขับผิวสีน้ำนมให้เปล่งขึ้นจนแทบจะละสายตาไม่ได้ ท่วงท่าเดินที่สง่างามทำเอาทุกคนแทบลืมหายใจ
...งดงามคล้ายเทพธิดาในตำนาน...
“พี่ยุน” น้ำเสียงอ่อนนุ่มที่เปล่งออกมา เรียกสติของทุกคนให้กลับมาสู่กาลปัจจุบัน รวมถึงยุนโฮที่ดูจะอาการหนักกว่าใคร...กี่สิบปีแล้วนะที่ไม่ได้พบเจอ พึ่งรู้ว่าตัวเองโหยหาคนร่างบางตรงหน้ามากขนาดนี้ อยากสัมผัสอยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ..
“ยูชอนคิดถึงพี่ยุน” เมื่อเห็นว่าคนตัวสูงไม่กล่าวอะไร คนตัวเล็กจึงพูดต่อและขาเรียวก็ก้าวไปใกล้ๆคนร่างสูงเรื่อยๆ ตอนนี้มีเพียงแค่ตู้เค้กเท่านั้นที่ขวางกั้นพวกเขาอยู่
“คุณลูกค้าไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีครับ” อยากจะตบปากตัวเองแรงๆที่นึกคำพูดที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว ยูชอนยิ้มหวานตอบรับทำเอาคนมองใจกระตุก นิ้วเรียวชี้ไปที่เค้กของโปรดจากนั้นจึงเดินไปนั่งรอที่โต๊ะมุมซ้ายมือ ยุนโฮตัดเค้กชิ้นใหญ่แล้วเดินไปเสิร์ฟให้กับลูกค้าคนพิเศษ เขาถือวิสาสะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้ามกับยูชอน นั่งมองคนตัวเล็กทานเค้กอย่างเอร็ดอร่อยไม่ต่างอะไรกับวันวาน
“เลอะปากแล้วนะยูจัง” เมื่อบรรยากาศเก่าๆหวนคืน คำพูดเดิมๆก็กลับมา ยูชอนยิ้มหวานแล้วยื่นใบหน้าเนียนให้คนร่างสูงซึ่งยุนโฮก็เข้าใจทันทีเขาใช้นิ้วยาวเกลี่ยเบาๆตรงรอยเปื้อน การกระทำอันแสนอ่อนโยน..ภาพวันคืนเก่าๆย้อนกลับมาในความทรงจำย้ำถึงความจริงที่ต้องยอมรับ
...ยูชอนตายไปแล้ว...
“พี่ยุน ยูชอนอยู่ได้อีกไม่นานหรอกนะ ยูชอนได้รับอนุญาตลงมาจากด้านบนนู่นได้แค่ 24 ชั่วโมง ตอนนี้มันเหลือแค่สามชั่วโมงแล้ว” ทำปากยื่นให้รู้ว่าที่ที่เดินทางมาไกลแสนไกลจนคนธรรมดามิอาจเอื้อมถึง ยุนโฮทำเพียงแค่มองไปที่ร่างตรงหน้าเก็บเกี่ยวทุกสิ่งอย่างเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้ำตาที่อยากจะไหลออกมาแค่ไหนก็ต้องฝืนทนเก็บมันไว้...
พวกเขานั่งคุยกันอย่างสนุกสนานทดแทนเวลาที่เสียไป เสียงหัวเราะคิกคักดังตลอดบทสนทนา บรรดาลูกน้องที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ที่หลังร้านก็พากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่...ไม่เคยเลยจริงๆ ไม่เคยเห็นโอนเนอร์มีความสุขขนาดนี้
แจจุงรับรู้ถึงอาการสั่นของคนข้างๆจึงหันไปดูอาการพบว่าจุนซูกำลังร้องไห้อย่างหนักจนร่างกายสั่นเทา เขากุมมืออวบนั้นไว้อย่างอ่อนโยนกระซิบถ้อยคำแสนรักคล้ายกับจะกล่อมคนขี้แย
“ร้องไห้ทำไมครับ..หืมม” กดจูบบางเบาไปที่กลุ่มผมนุ่มที่น้ำตาล
“ฮึก..ล..เหลืออีกแค่..ห..ห้านาทีแล้วแจจุง..ฮือ”
“อะไรครับ ? เวลาอะไรเหลือห้านาที”
“เวลาของพวกเขา” พูดจบจุนซูก็ร้องหนักอีกรอบด้วยความสงสารคนทั้งคู่ที่อยู่หน้าร้าน จุนซูจับเวลามาตลอดตั้งแต่ยูชอนมาถึง ตอนนี้มันเหลืออีกแค่ห้านาทีแล้ว ห้านาทีก่อนที่ยูชอนจะจากไปไกลแสนไกล...ยิ่งเห็นภาพคนทั้งคู่หยอกล้อกัน จุนซูก็ทนไม่ไหว น้ำตาของเขาถ้าหากว่าช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดจากยุนโฮได้ละก็ เขาก็ยอม...รอยยิ้มแสนอบอุ่นนั้น ถ้ามีหน้ากากที่สามารถมองทะลุได้ก็จะพบกับผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่ภายในจิตใจกำลังเสียน้ำตาให้กับคนที่เขารักอย่างสุดหัวใจ
.
.
.
.
“พี่ยุน หมดเวลาของยูชอนแล้ว..ฮึก” ยูชอนลุกขึ้นจากเก้าอี้มายืนอยู่ข้างโต๊ะที่เมื่อกี้เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสุข น้ำตาที่ฝืนมาเป็นเวลานานบัดนี้ได้ไหลลงมาจนนองใบหน้าแสนหวาน ปากอวบอิ่มยังคงพร่ำบอกรักพรรณนาความคิดถึงและยังคงมีรอยยิ้มสวยประดับที่ใบหน้าตลอดเวลาทั้งๆที่น้ำตาก็ไหลลงมาไม่หยุด
ถ้าหากว่ารักกันแล้วต้องเจ็บปวดขนาดนี้
เขายอม...ยอมไม่มีความรักตลอดกาล.
.
.
“ยูชอน..ฮึก..ย..ยูชอน” ร่างสูงทำอะไรไม่ถูกอีกต่อไป น้ำเสียงสั่นๆเอาแต่เรียกชื่อคนรักก่อนที่จะไม่มีโอกาส แขนใหญ่สวมกอดคนตรงหน้า แต่น้ำตาก็ไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดลงยิ่งได้รับแรงกอดตอบจากคนตัวเล็กแล้ว ความอบอุ่นแทรกซึมผ่านเข้ามาจนความหนาวเย็นในจิตใจทุเลาลง ร่างสูงดันคนตัวเล็กออกห่างจากกายเล็กน้อยก่อนที่ประทับริมฝีปากให้แนบชิดกับคนร่างบางเก็บเกี่ยวทุกความหวานเก็บเกี่ยวทุกความอบอุ่น ...
...จูบแรกกลับกลายเป็นจูบลา...
ไม่นากนักความหนาวเย็นก็กลับมา เป็นความเย็นที่ทำให้เขาใจสั่นเพราะความหวาดกลัว ยุนโฮละริมฝีปากออกมาเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาหันไปมองที่ช่วงล่างของยูชอนแค่เท่านี้ก็ทำเอาใจจะขาด...ช่วงขาของร่างบางกำลังสลายออกเป็นละอองสีขาวขนาดเล็ก
“ยูชอน..ยูชอนน..ฮึก...ยูชอนนนนนนน” ยุนโฮใกล้จะเข้าใกล้คำว่าบ้าคลั่งเต็มที่ในขณะที่สติของเขากำลังจะหลุดลอย มือเล็กที่โปร่งแสงอย่างผิดปกติก็เลื่อนมาที่ใบหน้า นิ้วเรียวพยายามจะเกลี่ยน้ำตาให้แต่ก็เป็นเพียงแค่อากาศธาตุ มือของยูชอนทะลุผ่านเข้าไปในร่างของยุนโฮ
“ไม่ร้องนะพี่ยุน...โตแล้ว อย่าร้องไห้เป็นเด็กๆสิ” ดุยุนโฮอย่างไม่จริงจังนัก แต่คำดุก็ดูจะขัดกับการกระทำของคนพูดอย่างสิ้นเชิงในเมื่อตัวเองก็ยังร้องไห้ไม่หยุด มือเล็กยังวนเวียนอยู่กับการเกลี่ยน้ำตาของคนร่างสูงถึงแม้จะสัมผัสไม่ได้แต่ความรู้สึกเราสื่อหากัน...
“ยูจังรักพี่ยุนน.........” นั้นคือประโยคสุดท้ายก่อนร่างทั้งร่างของยูชอนจะกลับกลายเป็นละอองขาวที่ลอยขึ้นสู่ฝากฟ้า ยุนโฮไขว่คว้าไปตรงที่ร่างบางเคยยืนอยู่ ก่อนที่จะกำมือแน่นเมื่อสิ่งที่ได้กลับมามีแค่เพียงความว่างเปล่า
“พี่ก็รักยูจัง”
“ยูชอน...สุดที่รัก”
The..End !!
-----------------------------------------------
Talk :: เอิ่มม..จบแล้ว เป็นยังไงกันบ้างค่ะ ? สำหรับทูยูเรื่องแรกในชีวิต
เขียนนานมากกว่าจะจบเพราะว่าเป็นทูยูครั้งแรก กดดันมาก =[]=’ ไม่ค่อยกล้าลงในบ้าน
เพราะที่นี้มีแต่คนเทพ ! กลัวมากจริงๆ 55555555555555
ยังไงก็ยินดีรับคำคอมเม้นท์ทุกประการค่ะ ..จะได้ไปปรับปรุงตัวเอง
สนุกไม่สนุกเม้นบอกกันได้นะคะ ... ขอบคุณมากค่ะ ^ ^

